![]() |
|
Spaces home tarnarok's spacePhotosProfileFriends | ![]() |
|
April 20 ไอ้เผ่าย้ายบล็อกแล้ว!ตามนั้นแหละครับพี่น้อง
ย้ายไปที่นี่ http://chakkraphan.wordpress.com/
ถ้าสนใจติดตามอ่านกันได้
สัญญาว่าจะเขียนอะไรให้อ่านกันเป็นระยะและเป็นละแยะ
(แปลว่าเขียนบ่อยขึ้น แต่ละครั้งจะเขียนให้ได้เรื่องได้ราวมากขึ้น)
ขอบคุณที่ติดตามอ่านในบล็อกนี้ April 14 สงกรานต์แห้งสงกรานต์กำลังจะผ่านพ้นไปอีกปี
ข้าพเจ้าไม่เปียก
แห้งสบายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ไม่รู้ควรจะดีใจหรือเสียใจดี
นับวันยิ่งรู้สึกว่าเป็นคนมากเรื่อง เรื่องมากขึ้นเรื่อยๆ
มีคนสาดน้ำก็รำคาญ
ไม่โดนสาดก็รู้สึกเหมือนเป็นมนุษย์ต่างดาวบุกโลก
(ไม่แน่ว่าถ้าเอเลี่ยนบุกโลกมันอาจจะเปียกก็ได้
และถ้าอย่างนั้นไอ้เผ่าก็คงอาการหนักกว่าเอเลี่ยนกระมัง)
หรือเป็นบุคคลอันตรายที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้
โอ้...ชีวิต
ทำไมไม่เฉียดใกล้คำว่าปกติเลยวะ
หรือว่าเป็นมนุษย์ต่างดาวจริงๆ วะเนี่ย
March 11 ไม่อยากแต่งช่วงนี้ในหัวมีแต่คำว่า แต่งงาน...แต่งงาน...แต่งงาน
เปล่า...ไอ้เผ่าฯ ไม่ได้แต่งงาน ไม่ได้เป็นเจ้าบ่าว
แต่เหตุเพราะวันอาทิตย์ที่ผ่านมามีเหตุให้ต้องไปงานแต่งงานสองงานติดกันในวันเดียว
เลือกปฎิบัติก็ไม่ได้เสียด้วย เพราะเป็นเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดทั้งคู่
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับงานแต่งของเพื่อนคนหนึ่งนั้น
ไอ้เผ่าฯ ผู้ไม่ประสาพิธีกรรมใดๆ เลยต้องไปเจ้ากี้เจ้าการจัดการอะไรหลายอย่างให้มัน
เรียกได้ว่า ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ไอ้เผ่าฯ เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในบรรยากาศแห่งความชื่นมื่นโดยแท้
ทั้งที่ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอะไรกับเขา แต่ก็พลอยชื่นมื่นกับเพื่อนไปด้วย
ต่อไปนี้จะได้สะมะแคลชกันอย่างถูกกฏหมาย ถูกทำนองคลองธรรม ไม่ต้องลักกินขโมยกินเหมือนแต่ก่อนเสียที
มากกว่าเรื่องสกปรกแบบนั้น
ในบรรยากาศนี้ ไม่ทำให้ไอ้เผ่าฯ ถึงกับรู้สึกอิจฉาอยากแต่งกับเขาบ้างมากไปกว่าเกิดความสงสัย
เป็นความสงสัยที่ไม่คิดว่าตัวเองจะได้รับคำตอบ
คำถามคือ
เมื่อไหร่ เราถึงพร้อมหรือรู้ว่าเราควรแต่งงาน (กรณีนี้ไม่นับ พวกที่ "รู้" แล้วท้องแล้วจึงต้อง "พร้อม" แต่ง)
มันมีอะไรบอกเราหรือเปล่าว่า ต่อไปนี้กูนอนคนเดียวไม่ได้แล้ว
ไอ้เผ่าฯ อยากรู้มาก
เพราะไม่แน่ใจว่าตัวเองจะมีวันพร้อมหรือรู้ตัวแบบนั้นไหม
ทุกวันนี้, ที่เป็นแบบนี้ ก็สบายดีอยู่
มีเหงาบ้าง ก็เป็นไปตามภาวะอารมณ์ แล้วเดี๋ยวก็หาทางดับความเหงานั้นได้
บางครั้งก็ไม่อยากโดดเดี่ยว
แต่บางครั้งก็อยากทำอะไรคนเดียวเหมือนกัน
ภาวะนี้ชวนให้สับสน คล้ายคนแพ้อาหารทะเลอยู่ในร้านอาหารซีฟู้ด
ไม่รูว่าเมื่อไหร่จะพร้อมหรือรู้ว่าควรแต่งงาน
ถ้าไม่ต่องแต่งงาน แต่มีใครสักคนอยู่ด้วยในระยะที่เหมาะสม ไม่ไกลหรือใกล้เกินไปก็คงดี
สรุปคือกูไม่อยากแต่งงาน แต่อยากมีใครนั่นเอง
อืม เข้าใจแล้ว
หวังว่าคุณคงเข้าใจด้วยเช่นกัน
(หยอดเสียหน่อย) January 17 นิทานก่อนนอนไม่ใช่นิทานคุณหนู ไม่มีเจ้าชาย เจ้าหญิง
ไม่จรรโลงใจ คนเป็นแม่อ่านแล้วไม่ควรเอาไปเล่าให้ลูกฟังก่อนนอน เดี๋ยวลูกจะฝันร้าย
เป้นแค่นิทานที่ไอ้เผ่าฯ คิดได้ก่อนเคลิ้มหลับเมื่อคืนนี้
...
ชายผู้หนึ่ง
เสพติดความรู้สึกผิด
เขาลงไปในบ่อน้ำลึกหลังบ้าน
ที่คลับคล้ายว่าจะเป็นบ่อน้ำของมิสเตอร์นกไขลาน ตัวละครในนิยายของฮารูกิ มูราคามิ
เขาเดินลึกลงไป ลึกลงไป
เพราะอยู่ข้างบนไม่มีอะไรทำ
ยิ่งเดินยิ่งพบว่า บ่อน้ำนี้มันลึกจริงๆ
หญิงผู้หนึ่ง
เสพติดอาการเหม่อลอย
เธอโยนเชือกลงไปในบ่อเดียวกันนั้น
แล้วเธอก็นึกได้ว่า เหมือนเคยเจอเรื่องแบบนี้ในนิยายของฮารูกิ มูราคามิ
เธอโยนเชือกลงไปเพราะว่า
อยู่บนปากบ่อไม่มีอะไรทำ
เชือกลงไปถึงก้นบ่อที่มืดมิด
ชายคนนั้นได้ยินเสียงเชือกกระทบพื้น
ในความมืด เขาคลำหาเชือกนั้นจนเจอ
เขาพยายามปีนขึ้นขึ้นไปปากบ่อ ด้วยเชือกเส้นนั้น
เพราะอยู่ก้นบ่อไม่มีอะไรทำ
เชือกกระตุกเป็นระยะ
หญิงคนนั้นเลยรู้ว่าผู้ชายคนนั้นคงปีนขึ้นมา
เธอนึกอยากด่าเขาชุดใหญ่
ให้รออยู่ได้ ฉันไม่มีอะไรทำ
ชายคนนั้นขึ้นมาเจอหญิงสาวคนนั้น
แล้วบอกว่า ถ้าเธอไม่โยนเชือกลงไป
เขาอาจไม่รู้ว่า
เมื่อมีปลายเชือกด้านหนึ่ง ย่อมแสดงว่าจะมีปลายเชือกอีกด้านหนึ่งเสมอ
หญิงสาวบอกเขาว่า เขาอ่านนิยายของมูราคามิมากไป
จบ...
เคลิ้มหลับพอดี
December 26 ท้ายที่สุด- ความเรียงทดลองคร่ำครวญและฟูมฟายเนื่องในโอกาสปีใหม่(บทความนี้มีเนื้อหาที่ค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัว คนที่เขารู้เรื่องก็จะเข้าใจ คนที่ไม่รู้เรื่องก็อ่านๆ ไปเถอะ หรือไม่อ่านก็ไม่ว่า ที่สำคัญมันมีคำหยาบคายอยู่เป็นระยะสลับหยุดนิ่ง)
เอ่อ...สวัสดีคุณผู้อ่าน,
เนื่องด้วยสันดานไม่ชอบเขียนอะไรลงสเปซของตนเอง ไอ้ตัวอักษรภาษาไทยและอังกฤษ (ชั่วชีวิตนี้ยังไม่เคยเขียนหนังสือด้วยภาษาอื่นที่ไม่ใช่สองภาษานี้) ที่พวกพระคุณท่านอ่านกันนั้นก็กินบุญเก่าด้วยการนำบทความต่างๆ ที่เคยเขียนลงในนิตยสาร, หนังสือพิมพ์ต่างๆ มาลง เรียกว่าอยากเท่แต่ไม่ลงทุน (ภาษาจิ๊กโก๋ลำลูกกาอย่างไอ้ยูต้องบอกว่า หรอยคนอ่านไปเรื่อย- กูใช้ถูกหรือเปล่าวะ ยู)
แต่ว่า...นับแต่นี้ไปเบื้องหน้าคงไม่สามารถหรอยพวกท่านมาอ่านได้อีกต่อไปแล้ว
เนื่องจากบทความต่างๆ ทั้ง หนังชนฝา (รวมบทความเกี่ยวกับหนังแห่งยุคสมัยของเด็กอัลเทอร์เนทีฟอันเคยเป็นคอลัมน์ในนิตยสาร POP) และคนคือการเดินทาง (บทความเกี่ยวกับการเดินทางที่ลงเป็นประจำในเสาร์สวัสดี) นั้น ไอ้เผ่าฯ มีความยินดีจะแจ้งให้ทราบว่า ทั้งสองรายการจะไม่มาให้เห็นหน้าในพื้นที่นี้อีก เนื่องจากจะเก็บไปรวมเล่มเป็นพ็อคเก็ตบุ๊ควางจำหน่ายทำมาหารับประทานเลี้ยงตัวต่อไป และนักเขียนที่ดีและหิวโหยก็ไม่บังควรนำบทความจากพ็อคเก็ตบุ๊คมาสปอยล์พวกท่านทางสเปซ ถ้าเขาคนนั้นไม่ใช่ดร.ป๊อบ ไวท์โร้ด ดังนั้นการอุดหนุนในภายภาคหน้า จักได้รับการขอบพระคุณยิ่ง
อ้าว เหี้ยแล้วคราวนี้ แล้วแต่นี้ไปจะเขียน (พิมพ์) อะไรมาลงดี
เพื่อนพ้องน้องพี่รวมทั้งคนใกล้ตัวที่เป็นคนเขียนสเปซเคยแนะนำว่า มึงก็เขียนสิ เขียนในสิ่งที่มึงรู้สึกนึกคิด เขียนแบบที่เขียนต้นฉบับประดามี บางคนยังเสริมว่าถ้าเขียนแล้วก็จะมีใครต่อใครมาแสดงความคิดเห็นเอง การเอาบทความที่คิดเสร็จเขียนเสร็จแล้วมาลง คนอ่านอ่านแล้วก็ไม่รู้จะแสดงความเห็นอะไร นี่จึงเป็นเหตุผลให้สเปซไอ้เผ่ามีเพียงคุณวิหวาผู้เดียวที่มาแสดงตนแบบคนรักษาน้ำใจเสมอ...ขอได้รับความขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง
ที่ไม่เขียนอย่างที่ชาวบ้านเขียน ก็ใช่ว่าไม่มีความรู้สึกหรือไม่มีสิ่งใดมากระทบใจจนถึงขั้นต้องลงมือเขียน ตรงกันข้ามไอ้เผ่ายังเป็นมนุษย์ที่มีความรู้สึกปกติเหมือนคนอื่น แต่หากเพราะนับวันก็รู้ตัวเองว่า ยามมีสภาวะการณ์ใดที่นำพาตัวเองไปสู้ภาวะบางอย่างเช่นโศกเศร้า, สุขใจ, ท้อแท้ ฯลฯ กลไกบางอย่างในตัวเองก็หาคำตอบหรือคำอธิบาย ปรากฏการณ์นั้นๆ มาให้ในเวลาคล้อยหลังไม่ช้านาน เรียกได้ว่ามันเกิดขึ้น จบไป ได้ข้อสรุปแบบอัตโนมัติจนแทบไม่เหลือตะกอนใดๆ ให้ขบคิดในสเปซอีก
แต่เอาล่ะ ไหนๆ นี่ก็อยู่ในบรรยากาศของเทศกาลเปลี่ยนปฏิทินซึ่งมักเป็นข้ออ้างในการทำอะไรใหม่ๆ ได้เสมอ ไอ้เผ่าก็ขอสมอ้างยกปีใหม่มาเป็นเหตุผลในการทดลองคร่ำครวญ ฟูมฟาย ใช้สอยอารมณ์อย่างฟุ่มเฟือยดูบ้าง
ว่าแต่เรื่องอะไรดี
จุด จุด และจุด
ง่ายที่สุด ลองคร่ำครวญถึงชีวิตในปีที่ผ่านมาก็แล้วกัน น่าจะมีอะไรที่ดูคมคายดี
ปีกุนที่ผ่านไป มีหลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นและถือเป็นสิ่งแปลกใหม่ในชีวิต ถ้าเป็นนางงามก็ต้องบอกว่าตำแหน่งนี้พาอิฉันไปในที่ที่ไม่เคยไป (เป็นนางงามจากหนังโหมโรง)
เพราะมันแปลกใหม่จริงๆ บางเรื่องก็แปลกเสียจนยังรับมือไม่อยู่มาจนวันนี้ ไม่น่าเชื่อว่าเห็นโลกมาจนป่านนี้ น้ำร้อน-น้ำเย็นมันก็ไม่ช่วยอะไร
จึงขอประมวลมาเป็นรวมเด็ดสะเก็ดข่าวดังนี้
วิ่งหนีเพื่อมาสู่ที่เดิม- ปีที่แล้วไปทำสุนัขสุนัขกับบางคน (รวมๆ แล้วสี่-ห้าคน) ไว้โดยไม่ตั้งใจ ทุกอย่างมันเริ่มต้นเพียงแค่การทำตามหัวใจตัวเองประสาคนโกหกความรู้สึกตัวเองไม่ได้เท่านั้น ไอ้เผ่าเลยเลือกที่จะโกหกคนอื่นแทน (แหม เริ่มต้นก็ชั่วเสียแล้ว) แถมยังเสือกหวังว่าการโกหกที่บริสุทธิ์ใจครั้งนี้จะผ่านไปด้วยดี ลงท้ายทุกอย่างตรงกันข้าม ความชั่วร้ายของตัวเองถูกเปิดเผย คนอย่างน้อยสองคนเจ็บปวดมาก
และอย่างน้อยอีกสอง-สามคนเจ็บปวดตามลำดับลดหลั่นกันไป แหม งามหน้าเสียจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เกิดมาไม่เคยด่าตัวเองว่าชั่วได้สนิทใจเท่าเหตุการณ์นี้ และเนื่องจากกลุ่มบุคคลคู่กรณีก็เป็นบุคคลใกล้ตัวกันและกันเหลือเกิน พวกเขาล้วนต่างเชื่อมโยงซึ่งกัน และมีเหตุให้ต้องพบปะกันไม่น้อยกว่าหลายครั้ง
ดังนั้น ในบางคราวไอ้เผ่าจึงต้องโชว์หมามันด้วยการหนีเสียดื้อๆ เรียกว่าอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย แถมที่เหี้ยกว่านั้นก็คือไอ้เผ่ามันจริงจังกับการหลบหน้าถึงขั้นตั้งหน่วยสอดแนมเลยทีเดียว สายรายงานปุ๊บ...กูไปปั๊บ อะไรไม่เท่าการไม่ยอมเผชิญความจริงนี้ทำให้คนใกล้ตัวเสียใจมาก ไอ้เผ่าก็เสียใจเช่นกัน แต่แทนที่จะยอมเผชิญความจริงเหมือนพระเอกหนังฮอลลีวู้ด ไอ้เผ่ากลับขอให้คนใกล้ตัวนั้นยอมรับและทำใจกับมัน โอ้โห...คนอะไรแต่ท้ายที่สุดกรรมตามสนอง
หลังจากที่หนีมาครบปี ไอ้เผ่าก็มีอันต้องเผชิญหน้าบุคคลที่หลบหน้า หนีหน้า ไม่กล้าเผชิญหน้าด้วยละอายต่อบาปจนได้สองคนในหนึ่งวัน
แถมกรรมสมัยนี้มันเก่ง นอกจากตามทันท่วงทีแล้วมันยังล่วงรู้ที่เกิดเหตุอีกด้วย มันถึงเลือกที่จะให้ไอ้เผ่าเผชิญหน้าในสถานที่อันเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
วิ่งหนีแทบตายห่า สุดท้ายฉากแห่งการเผชิญหน้าก็เกิดขึ้นที่เดิม
กระนั้นก็ (ไม่) ดี ไอ้เผ่าก็เผชิญหน้าจนผ่านไปได้อย่างทุลักทุเล
คนที่รู้เรื่องและเห็นเหตุการณ์ให้กำลังใจว่าเก่งขึ้นเยอะ พวกมันหารู้ไม่ว่าไอ้เผ่ามันไม่ได้เก่งหรอก แต่มันนั่งเกร็ง กลัวจนก้าวขาไม่ออก แถมพูดบ้าอะไรไม่รู้เรื่องอีกต่างหาก
ท้ายที่สุด- ไอ้เผ่าได้เรียนรู้ว่า เรื่องนี้คืออีกเรื่องหนึ่งที่ผ่านพ้นไป ทุกคนที่เกี่ยวข้องเดินต่อไปข้างหน้า ทิ้งอดีตเอาไว้ในลิ้นชักที่ปิดตาย พวกเขาเรียนรู้ที่จะอภัยและหากการอภัยนั้นมีต่อไอ้เผ่า มันก็ขอขอบพระคุณและรู้สึกซาบซึ้ง แต่สิ่งเดียวที่มันอยากรู้ก็คือ นับจากนี้และทำอย่างไร มันจึงจะรู้จักให้อภัยตัวเอง
มันไม่อยากฝันร้ายอีกแล้ว
คุณวิหวา- จำเป็นต้องบอกว่า คุณวิหวาเป็นหนึ่งในผู้เกี่ยวข้องอันได้รับผลกระทบจากเรื่องข้างต้น แม้เธอยืนยันว่าเธอได้รับผลกระทบน้อยกว่าใครทั้งหมด
แต่ยิ่งเธอยืนยันมากเท่าไหร่ ไอ้เผ่าก็ได้แต่รู้สึกผิดต่อเธอมากเท่านั้น
ท้ายที่สุด- อย่างไรก็ตามเราก็ประคับประคองดูแล (หนักไปทางเธอดูแล ไม่ใช่ดูแลเธอ) กันได้มาหนึ่งปีโดยประมาณ ไม่อาจมีคำใดบอกได้นอกจากคำขอบคุณ
ประสาคนไม่ถนัดเรื่องงุงิ คริกๆ อิๆ และหุๆ ไอ้เผ่าทำได้แค่ขอบคุณ และจะอยู่กวนใจต่อไปจนกว่าจะเธอจะออกปากไล่ เผื่อว่าในอนาคตจะดูแลตอบแทนได้บ้าง...
ชั่ว หน้าด้าน แล้วยังอ้างบุญคุญที่ยังไม่ได้ทำ...ว่าอย่างนั้น
ปมพ่อ- สงสัยว่าลึกๆ ตัวเองจะมีปมไม่ชอบพ่อ (อย่าถึงเกลียดเลย ดูเนรคุณพิกล) เพราะตั้งแต่เกิดยันโตมาไม่เคยได้อยู่กับพ่อ ไม่เคยมีเวลาให้ผูกพันกับพ่อสักเท่าไหร่เลย
แต่มันก็เป็นแค่สมมติฐาน จนปีนี้แหละที่เริ่มสงสัยตะหงิดๆ ว่าปมนี้ท่าจะเป็นจริง เพราะเป็นปีที่ได้รู้ว่าพ่อมีครอบครัวและลูกที่เราไม่รู้จักมากกว่าที่เราเคยรู้จัก
กรุณาอย่างง อธิบายง่ายๆ คือรู้มาตลอดว่าพ่อมีอีกบ้านนึงที่มีลูกชายคนนึง...โอเควะ...ชิล ชิล...ขำขำ
แต่เฮ้ย...ปีนี้มารู้เพิ่มว่า พ่อยังมีอีกบ้านนึงที่มีลูกชายและลูกสาววัยรุ่นอีกอย่างละคน ที่คลาสสิคกว่านั้นคือลูกสาว เอ่อ...น้องสาว (ก็ได้วะ) คนนี้ก็มีไอ้เผ่าเป็นนักเขียนในดวงใจ
โอ้...นี่มันอะไรกัน
ท้ายที่สุด- ดีที่มารู้เรื่องในวัยเฉียด 32 ไม่ใช่ 17-18 ไม่อย่างนั้นกูได้เป็นเด็กมีปัญหาเสียคนแน่ ยิ่งหลงเสน่ห์ความชั่วอยู่เนืองๆ แต่ของอย่างนี้ต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส
ต้องรู้จักมองโบกกก (บวก) อย่างคุณแน้แท้ลี จากที่เคยคิดว่าตนมีความรับผิดชอบในการสืบสกุล โทษฐานเป็นลูกชายคนเดียวของพ่อ แต่นี่มีอีกสอง...หึๆ คราวนี้แหละ
อย่าหวังว่าจะมีลูกมีครอบครัว กูยิ่งไม่อยากมีอยู่ ขอบคุณคุณพ่อที่ช่วยปลดแอก
ปมสงกรานต์- เป็นปมใหม่ล่าสุด เหตุเกิดในวันสงกรานต์ ไอ้เผ่าเดินทางกลับบ้านหมายจะรดน้ำตา ยาย พบปะหน้าแม่ พี่ น้อง หลาน น้า ฯลฯ กำลังจะรดน้ำกราบเท้ากันอยู่แล้ว
แท้ๆ เทียว ก็เกิดศึกระหว่างพี่เขยกับน้าสาว โดยมีเหตุการณ์แต่หนหลังและการแย่งสิทธิถือครองหลานสาววัยสี่ขวบเป็นชนวน ไอ้เผ่าเลือดขึ้นหน้าร่ำๆ จะต่อยปากพี่เขยอยู่แล้ว
พี่สาวร้องไห้ เสียใจ ตา-ยายเก็บความผิดหวังเอาไว้ในใจไม่แสดงออก หลานสาวร้องไห้จนผล็อยหลับไป แม่เอ่ยปากไล่พี่เขยออกจากบ้าน ส่วนไอ้เผ่า...ยืนกำหมัดแน่นพยายาม
อย่างยิ่งที่จะไม่ทำให้เกิดเรื่อง ครั้งสุดท้ายที่ทำอย่างนี้คือตอนอยากจะชกหน้าลูกอาจารย์ภาษาไทยที่กวนตีนตอนม.ปลาย
ท้ายที่สุด- ไม่มีการออกหมัด ไม่มีการชกต่อย ไอ้เผ่าดูแลความเรียบร้อยอย่างดีแล้วจึงกลับ พอมาถึงห้องโทรหาคุณวิหวาแล้วร้องไห้ให้สมกับที่เก็บมาจากบ้านแม่ สงกรานต์ปีนี้
ว่าจะแก้ปมนี้ให้ทันท่วงที ไม่ปล่อยทิ้งไว้ให้นานเนิ่น...จะไม่ยอมให้ใครขัดขวางการรดน้ำกราบเท้าตา-ยายอีกแล้ว ยาย 80 ตา 92 ไม่รู้จะทำอย่างนี้กับแกได้อีกกี่ปี
เอาล่ะ สามปมเน้นๆ แค่นี้ก็พอแล้ว ใครที่อ่านมาได้จนถึงตัวอักษรนี้...มึงสู่รู้...เอ่อ...ก็ขอได้รับความขอบคุณจากไอ้เผ่าอย่างสูง ที่อุตส่าห์สละเวลาคุยเอ็มเอสเอ็นมาอ่านความเรียง
ทดลองฟูมฟายชิ้นนี้ ไอ้เผ่าไม่เคยฟูมฟายใส่สเปซมาก่อน ครั้นได้ทำก็ขอทำซะให้สมกับปีใหม่ไปเลย (กูหากินกับการขยี้มุขได้เสมอ) เรียกว่าคร่ำครวญฟูมฟายกันปีละหนก็แล้วกัน
ท้ายที่สุดนี้- นี่คือบทความสุดท้ายในสเปซของปี 2550 ของไอ้เผ่า เราคงไม่ได้เจอกันอีกในปีนี้ จนกว่าจะถึงปีหน้าหรือจนกว่าจะนึกออกว่ากูจะเอาอะไรที่ไม่ใช่การระบายหรือคร่ำครวญมาเขียนในสเปซแห่งนี้
เอาล่ะครับ กระผมขอให้ทุกท่านมีความสุขสวัสดี มีจิตใจที่ไม่ยอมให้ความชั่วร้ายแผ้วพาน มีสุขพลานามัยที่แข็งแรง และจงภูมิใจว่าเราได้เป็นหนึ่งในการเลือกตั้งที่น่าทดท้อที่สุดในประวัติศาสตร์
เก็บไปเล่าให้ใครฟังก็ได้ แม่งโคตรเท่เลย ภูมิใจซะแล้วอย่าถอนหายใจแล้วใช้ชีวิตให้มีความสุขแบบพอดีๆ ต่อไป
ส่วนคนที่ไอ้เผ่าได้ล่วงเกินความรู้สึกแลทำร้ายจิตใจ ไอ้เผ่าขออภัยอย่างสุดซึ้ง มันขี้ขลาดตาขาวเกินกว่าจะขออภัยด้วยตัวเอง ไม่ต้องอภัยให้ก็ได้ เพราะไม่เคยอภัยตัวเองเหมือนกัน
ส่วนคุณวิหวา ไอ้เผ่าได้แต่ขอบคุณ
สวัสดีปีใหม่, November 20 จุดหมายของจดหมาย
ถ้าไม่นับจดหมายประชาสัมพันธ์หรือจดหมายเชิญให้ไปงานต่างๆ ที่ผมได้รับวันละหลายสิบฉบับแล้ว กล่าวได้ว่านับวันผมชักจะได้รับจดหมายส่วนตัวน้อยลงไปทุกที ผิดกับเมื่อครั้งที่เป็นนักเรียน-นักศึกษาซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การใช้โทรศัพท์มือถือหรืออินเตอร์เน็ตยังเป็นเรื่องแปลกใหม่ในสังคมไทย ในยุคนั้นเด็กนักเรียน-นักศึกษาที่ยังต้องแบมือขอเงินพ่อ-แม่อย่างพวกเราทำได้แค่ใช้โทรศัพท์บ้านติดต่อสื่อสารกัน ซึ่งโทรศัพท์บ้านที่ว่านั้นก็ใช่ว่ามีกันทุกครัวเรือนเสียเมื่อไหร่ ที่เด็กวัยรุ่นอย่างผมทำได้ในกรณีมีธุระรีบด่วน (เช่นฝากเพื่อนทำการบ้านหรือโทรไปหาเพื่อนหญิงตอนสี่ทุ่มหลังคุณแม่ของเธอหลับแล้ว) ก็คือการเดินกำเหรียญบาทจนมือชุ่มเหงื่อเพื่อออกไปต่อคิวตู้โทรศัพท์สาธารณะหน้าปากซอย ซึ่งก็ไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่าออกไปแล้วจะไม่พบปัญหาโทรศัพท์กินเหรียญหรือมีคนต่อคิวยาวเป็นหางว่าวฯลฯ ดังนั้น การสื่อสารเดียวที่ไม่ก่อให้เกิดความเครียด ไม่เสี่ยงต่อความกดดันจากคนรอบข้าง ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ และทุกคนมีสิทธิ์ใช้ได้อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันนั่นคือการสื่อสารผ่านทางกระดาษแปะแสตมป์ที่เราเรียกกันว่าจดหมาย ผมนั้นอุปโลกน์ตัวเองเป็นนักเขียนจดหมายคนนึง อาจเป็นการตีความเข้าข้างตัวเองสักหน่อย แต่นับตั้งแต่ครูสอนให้เขียนจดหมายตอนเรียนชั้นประถม 6 แล้ว ผมก็เริ่มเขียนจดหมายเรื่อยมา ผมยังจำจดหมายฉบับแรกที่ตัวเองเขียนได้ดี มันเป็นจดหมายที่เขียนหาเพื่อนหญิงคนนึงซึ่งบ้านของเธออยู่ห่างจากบ้านของผมแค่ซอยเดียว ผมเขียนไปตามที่เธอบอกเอาไว้ในวันสุดท้ายของการเรียนชั้นประถม 6 ว่า “อย่าลืมเขียนจดหมายหากันนะ” ด้วยคำพูดนั้น วันรุ่งขึ้นผมจึงตัดสินใจหยิบปากกาหากระดาษเพื่อเขียนจดหมายส่งถึงเธอ ไม่น่าเชื่อว่าจากจดหมายฉบับแรกในวันนั้นจะทำให้ผมเชื่อมโยงกับเธอผ่านจดหมายและโปสการ์ดในเวลาต่อมาอีกหลายสิบฉบับจนกระทั่งทุกวันนี้ แต่นั่นไม่เท่ากับการเป็นจดหมายที่ชักนำให้ผมก้าวเข้าสู่โลกของการเขียนจดหมายแบบเต็มตัว เพราะหลังจากนั้นผมก็เขียนจดหมายอีกหลายร้อยฉบับในวาระที่แตกต่างกันออกไป ส่วนมากจดหมายที่ผมเขียนมักเกี่ยวกับสถานที่ที่ได้ไปเยือนยามต้องออกเดินทาง รองลงมาก็คือชีวิตความเป็นอยู่ยามที่อยู่ไกลบ้าน (หรือไกลจากคนที่อ่านจดหมายของผม) เป็นเวลานานๆ จดหมายถามไถ่สารทุกข์สุขดิบถึงคนที่ไม่ต้องรีบร้อนคุยกันนัก และยังมีจดหมายอีกไม่น้อยที่ไม่ได้มีใจความสำคัญอะไรนอกจากไปพบเห็นบางสิ่งบางอย่างแล้วระลึกถึงคนบางคนจึงบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรและเป็นสักขีพยานทางความรู้สึก นอกจากจดหมายเหล่านั้น ก็มีจดหมายอีกจำนวนหนึ่งที่ผมเขียนเพื่อจุดประสงค์เฉพาะกิจเช่น จดหมายขอเงินแม่ จดหมายนัดเพื่อนหญิงไปดูหนัง จดหมายนัดเพื่อนชายไปเที่ยวต่างจังหวัด ส่วนจดหมายอวยพรในวาระต่างๆ นั้น สารภาพกันอย่างตรงไปตรงมาว่าผมมีความเพียรที่จะทำอะไรแบบนั้นน้อยมาก นี่ยังไม่นับการเขียนจดหมายหรือโปสการ์ดหาตัวเองที่หลายคนนิยมทำกันซึ่งผมไม่เคยทำเลย เพราะยังหาเหตุผลตอบตัวเองไม่ได้เสียทีว่าทำไมต้องเขียนจดหมายบอกตัวเอง (และถ้าการที่ไม่เคยเขียนจดหมายหาตัวเองจะเป็นสิ่งที่ขัดขวางการ “บรรลุ” แล้วซึ่งจิตวิญญาณของการเขียนจดหมายล่ะก็ เห็นทีผมคงจะน้อมรับสถานภาพนั้นอย่างชื่นบาน) จนถึงยุคนี้ที่โทรศัพท์มือถือและอินเตอร์เน็ตเข้ามาทำลายวัฒนธรรมการเขียนจดหมายที่ไม่ได้หยั่งรากลึกลงในวิถีชีวิตของคนไทยมาตั้งแต่แรกแล้วนั่นแหละที่ทำให้ผมเขียนจดหมายน้อยลงและจุดมุ่งหมายในการเขียนจดหมายก็น้อยลงตามไปด้วย เดี๋ยวจะหาว่าต่อต้านเทคโนโลยี เปล่าเลย ผมก็เป็นเหมือนทุกคนที่นัดหมายกันทางโทรศัพท์ ส่งแมสเสจบอกธุระ และมีอีเมลเหมือนคนอื่น ผมไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยีแถมยังยอมรับว่าการนัดหมายหรือคุยธุระเร่งด่วนนั้นใช้โทรศัพท์ดูจะทรงประสิทธิภาพและรวดเร็วทันใจกว่าเขียนจดหมาย หรือแม้แต่การส่งข้อความสั้นๆ เพื่อแสดงความระลึกถึงกันทางโทรศัพท์นั้นก็สะดวกกว่าการเขียนจดหมายแล้วเดินไปหย่อนลงที่ตู้ไปรษณีย์ แต่ผมหลงรักวงโคจรของจดหมายต่างหาก ผมรู้สึกว่าจดหมายมีการเดินทางและเรื่องเล่าของมันเอง ถ้าสมมติว่าวันนึงคุณได้รับจดหมายและบังเอิญจดหมายนั้นดันพูดกับคุณได้ ผมเชื่อว่าคุณคงต้องอยากฟังเรื่องเล่าสนุกๆ ของมันแน่ๆ มันอาจเล่าให้คุณฟังตั้งแต่ตอนที่คนที่เขียนหาคุณบรรจงเลือกกระดาษและซองจดหมาย เลือกแม้กระทั่งปากกาที่เขียน และมันอาจบรรยายต่ออีกว่าเขาได้ใส่ใจในทุกตัวอักษรมากแค่ไหน เขาอาจถามตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าว่าจะเขียนแบบไหนก่อนที่จะจรดปากกาลงบนกระดาษ นี่ยังไม่นับการเดินทางหลังจากที่จดหมายถูกผนึกลงซอง มันอาจตกค้างหลงหูหลงตาบุรุษไปรษณีย์ถึงสัปดาห์ก่อนจะเดินทางมาถึงคุณ หรือคุณแม่ของคุณอาจเกือบโยนทิ้งลงถังขยะเพียงเพราะนึกว่ามันเป็นจดหมายลูกโซ่ฯลฯ บรรยากาศแบบนี้แหละที่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์บางอย่างของการเขียนจดหมายที่มีแต่คนเขียนและคนอ่านเท่านั้นจึงจะสัมผัสได้ กับการสื่อสารแบบอื่นผมว่าน่าจะได้ความรู้สึกแบบนี้บ้าง แต่คงไม่ทั้งหมด แม้ต้องยอมรับความจริงว่าโลกที่หมุนเร็วขึ้นในปัจจุบันได้ทำให้จุดมุ่งหมายของการเขียนจดหมายน้อยลงจนคล้ายว่าจะเหลืออยู่ข้อเดียวนั่นคือการเขียนเพื่อแสดงความระลึกถึงบางสิ่งบางอย่างและบางคน แต่ผมกลับรู้สึกว่าในความน้อยนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่าตกอกตกใจหรือต้องโวยวายโทษเทคโนโลยี เพราะจุดมุ่งหมายเพียงข้อเดียวนั้นไม่ใช่หรอกหรือที่บอกเราว่าการระลึกถึงกันนั้นยังมีอยู่จริง และคุณค่าของมันก็มากจนเกินกว่าจะปล่อยผ่านไปโดยไม่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร
(จากคอลัมน์ คนคือการเดินทาง นส.กรุงเทพธุรกิจ เซ็กชั่น เสาร์สวัสดี 17 พฤศจิกายน 2550)
November 01 หาคนร่วมฝน
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอยู่ในช่วงปลายฝน-ต้นหนาวหรือเปล่า เดือนตุลาคมในบ้านเราปีนี้ฝนจึงชุกกว่าหลายเดือนที่ผ่านมา เรียกว่าตกหนักเกือบทุกวันราวกับจะบอกว่านี่เป็น ‘ฝนฟินาเล่’ ที่ตกสั่งลาชุดสุดท้ายประจำปีก่อนจะหายไปให้หนาว (ซึ่งไม่ค่อยมีอยู่จริง) มาแทนที่ ผมชอบคำว่า ‘ปลายฝน-ต้นหนาว’ ไม่ใช่แค่เพราะคำคล้องจองเท่านั้น แต่ชอบตรงที่ถ้อยคำธรรมดาสามัญแค่สี่คำกลับสามารถอธิบายความเชื่อมโยงของฤดูกาลและธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ได้เป็นอย่างดี สมัยเด็กๆ ยายเคยสอนผมให้สังเกตอากาศในช่วงปลายฝน-ต้นหนาว ถ้าฝนตกหนักก็มีความเป็นไปได้สูงว่าฤดูหนาวที่มาเยือนจะหนาวจัด และถ้าฝนตกน้อยก็แปลว่าปีนั้นมันอาจไม่หนาวมาก หน้าฝนอย่างนี้ ผมไม่นิยมออกไปไหน ไม่อยากเปียกนั่นส่วนหนึ่ง แต่จริงๆ ผมหลงรักบรรยากาศของการอยู่บ้านตอนฝนตกมากกว่า ไม่รู้มันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ก็น่าจะราวๆ ช่วงเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น (ที่ไม่อยากออกไปเล่นน้ำฝนเหมือนตอนเด็กๆ แล้วนั่นแหละ) ที่เวลาฝนตกหนัก ผมมักจะเปิดไฟสลัวๆ เปิดเพลงเบาๆ และนอนดูฝนตกก่อนจะหลับไปอย่างมีความสุขเสมอ จนผ่านหน้าฝนมาสามสิบกว่าฝนแล้ว ความชื่นชอบในบรรยากาศมืดๆ เย็นๆ ชื้นๆ และง่วงๆ นี้ก็ยังไม่จางหาย ยังคงฝังตัวเองอยู่อย่างเงียบเชียบเพื่อรอวันฝนตกเช่นวันที่ผมเขียนต้นฉบับชิ้นนี้อีกครั้ง บ่ายวันอาทิตย์นี้ผมไม่ได้ออกไปไหน เพราะฝนตกหนักไม่ลืมหูลืมตา ท้องฟ้ามืดครึ้มไร้แดด อากาศเย็นสบาย องค์ประกอบครบถ้วนสำหรับการประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของตัวเอง ผมเปิดเครื่องเสียงฟังเพลงเบาๆ ตั้งโปรแกรมให้มันเล่นวนไปเรื่อยๆ ปิดประตูทุกบานจนบ้านมืดสนิทและเปิดไฟให้พอสลัวราง ก่อนจะห่มผ้านอนมองม่านน้ำฝนที่ร่วงลงมาเป็นสายจากหลังคาบ้าน แอบคิดถึงใครบางคนก่อนจะผล็อยหลับไปอย่างมีความสุข ความคิดสุดท้ายก่อนสู่ห้วงนิทราบอกผมว่า ถ้าเลือกได้ผมอยากหมดลมหายใจในบรรยากาศอย่างนี้ แต่บางครั้ง ชีวิตก็ไม่ค่อยเปิดโอกาสให้เราได้เลือกมากนัก โชคชะตาทำตัวเป็นมาเฟียใหญ่ที่สั่งให้ธรรมชาติบีบบังคับให้เราออกไปเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่ต้องการอยู่เสมอ เช่นบางครั้งในบางวัน ผมก็ต้องออกมาเผชิญหน้ากับฝนในสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป (และผมก็ยังไม่อยากออกไปเล่นน้ำฝนอีกอยู่ดี) บ้างก็ติดอยู่ในรถ บ้างกำลังวิ่งฝ่าฝนเข้าที่กำบัง บ้างก็เดินอยู่ใต้ร่มหรือเดินลุยน้ำท่วมขัง ที่หนักหน่อยก็คือการปะทะกับสายฝนตรงๆ โดยไม่มีอะไรกั้นระหว่างคนและหยดน้ำที่หล่นจากท้องฟ้า แต่ทั้งหมดนั้นยังนับว่าเป็นเรื่องเบาเมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่ผมไม่ชอบที่สุดนั่นคือ การต้องติดฝนอยู่กับคนที่เราไม่สามารถอยู่ร่วมสถานที่ด้วยได้นานๆ หรือคนที่เราไม่สมควรใช้เวลาแม้เพียงนาทีในการหลบฝนร่วมกัน ดูๆ ไปคล้ายจะเป็นคนเห็นแก่ตัวและจิตใจคับแคบ แต่ผมกำลังจะบอกว่าโชคชะตาและธรรมชาติบางทีก็เล่นตลก (ที่เอาเข้าจริงมักไม่ค่อยตลก) แกล้งให้เราต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ชวนให้อึดอัดใจโดยมีฝนเป็นปัจจัยอยู่เสมอ ครั้งหนึ่ง ผมเคยติดฝนกับคนอีกสองคนอยู่เกือบชั่วโมง เวลาเพียงแค่นั้นแต่กลับทำให้ผมทุกข์ทรมาน นั่นเป็นเพราะสองคนที่ผมติดฝนร่วมกับพวกเขานั้น คนหนึ่งนั้นเป็นคนที่ผมแอบรัก ส่วนอีกคนเคยเป็นคนที่คนแรกรัก แค่นี้ก็คงพอนึกออกว่าบรรยากาศการติดฝนในวันนั้นชวนให้เจ็บปวดและหดหู่สักแค่ไหน ถ้าฝนตกน้อยกว่านี้อีกสักหน่อย วันนั้นผมคงได้วิ่งฝ่าออกไปแน่ๆ นั่นคือตัวอย่างที่คงไม่เกิดขึ้นบ่อยๆ ในชีวิตของใคร (ยกเว้นทุกคนจะซวยเหมือนผมกันหมด) แต่ลองนึกภาพที่เราต้องติดฝนอยู่กับคนที่เราแค่ไม่ชอบหน้าหรือไม่สนิทสนมพอที่จะคุยอะไรด้วยนั่นก็คงเป็นสภาวะที่ความอึดอัดควบแน่นพอแรงแล้ว อาจเป็นเพราะคิดบ้าๆ แบบนี้เอง บางครั้งผมจึงแอบสรุปไปว่าบางทีจุดหมายของชีวิตของคนเราก็แค่มีใครสักคนที่สามารถติดฝนอยู่ด้วยกันได้อย่างสงบและไม่จำเป็นต้องสรรหาอะไรมาคุยเพื่อสร้างบรรยากาศก็พอแล้ว (กรณีนี้ยกเว้นคนที่มีความสุขกับการติดฝนคนเดียวที่ถือว่าโชคดีไป ไม่ต้องตามหาใครให้วุ่นวาย) และหลังจากที่เหนื่อยกับการตามหาคนมาติดฝนด้วยอยู่หลายปี จนเกือบสรุปกับตัวเองว่าผมเป็นคนประเภทที่ติดฝนคนเดียวได้ ล่าสุดความคิดนั้นก็ต้องได้รับการทบทวนอย่างถ้วนถี่อีกครั้ง เพราะไม่กี่วันก่อนโชคชะตาพาผมไปติดฝนลูกใหญ่กับคนคนหนึ่งที่ให้ความรู้สึกและบรรยากาศตรงตามที่เคยวาดภาพเอาไว้ นั่นคือการหลบฝนอยู่ใกล้กันโดยไม่จำเป็นต้องพูดอะไรกันสักคำและความเงียบนั้นก็ไม่ทำให้รู้สึกอึดอัด ผมไม่รู้ว่านี่คือการเจอ ‘ชิ้นส่วนที่หายไป’ แบบในหนังสือเล่มหนึ่งที่ว่าด้วย “การตามหาส่วนที่หายไป” ที่กลุ่มคนหนุ่มสาวร่วมสมัย (ผู้อยู่ในลัทธิสุขนิยม) นิยมอ่านหรือเปล่า เพราะสำหรับผม ผมแค่เจอคนที่ติดฝนร่วมกันได้เท่านั้น และหากเลือกได้ผมยังอยากนอนห่มผ้าสบายๆ อยู่บ้านในบรรยากาศมืด-ชื้น-เย็นมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังบอกตัวเองได้ว่า คนที่จะร่วมฝนกับผมได้นั้นมีอยู่จริง และคงเช่นเดียวกับคนร่วมฝัน ที่ถ้าเป็นคนเดียวกันได้ก็คงจะดีไม่น้อย
(คอลัมน์ คนคือการเดินทาง นสพ.กรุงเทพธุรกิจ เซ็คชั่นเสาร์สวัสดี 20 ต.ค.50) September 30 หนังชนฝา 7 : หัวหมูอนารยะหนังชนฝาตอนใหม่ (แม้ไม่ค่อยมีใครอ่าน แต่สาบานว่าจะเอามาลงต่อไป เพราะไม่อยากเสียฟอร์ม)
Lord of the Flies กำกับ: แฮร์รี่ ฮุค นำแสดง: บาลทาซาร์ เก๊ตตี้, คริส เฟอร์, ดานูเอล พิโพลี, เจมส์ บาจเดล ปีที่ฉาย: 1990 คอลัมน์นี้เคยเขียนถึง Cast Away หนังติดเกาะชั้นเยี่ยมของ โรเบิร์ต เซเมกคิส ที่เปิดเปลือยสัญชาติญาณแห่งการหาหนทางอยู่รอดของมนุษย์เมื่อถึงคราวที่ชีวิตของเราต้อง ‘เปลี่ยนฉาก’ ไปสู่สภาพแวดล้อมอันไม่คุ้นเคย ในหนังเรื่องนี้ เซเมกคิส บอกว่ามีเพียง ‘ความหวัง’ และ ‘ปัญญา’ เท่านั้นที่จะทำให้เราค้นพบทางออกยามที่ชีวิตเกิดจุดเปลี่ยนอันหักเหเส้นทางของชีวิตและจิตใจ และหาก Cast Away เลือกที่จะพูดถึงเรื่องความเปลี่ยนแปลงในระดับจุลภาคของ ‘คนๆ หนึ่ง’ ยามเข้าตาจนต้องเอาตัวรอดดังที่กล่าวแล้ว Lord of the Flies หนังในปี 1990 ของผู้กำกับ แฮร์รี่ ฮุค ก็คือการพูดถึงความเปลี่ยนแปลงในระดับมหภาคซึ่งมากและยิ่งใหญ่กว่านั้นนั่นคือการพูดถึงการเปลี่ยนแปลงของ ‘สังคมแห่งหนึ่ง’ ซึ่งจำลองภาพการปะทะกันระหว่าง 2 ขั้วความคิดคือ อารยะ และ อนารยะ ระหว่างการแสวงหาคำตอบของชีวิตแบบค้นคว้าหาทางออกแบบรู้-เห็น-พิสูจน์ได้ (วิทยาศาสตร์) และแบบสร้างภาพจำลอง-สิ่งสมมติเพื่อใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ (ไสยศาสตร์) เมื่อสังคมนั้นๆ กำลังเกิดจุดผกผัน ที่สำคัญ ‘สังคม’ ในหนังที่ว่านี้เป็นโลกของเด็กชายมั |